ยาแก้แพ้ 

Posted on Category:Medical
ยาแก้แพ้

ในปัจจุบันโลกของเรามีมลภาวะเยอะขึ้นไม่ว่าจะทางน้ำ ทางดิน และโดยเฉพาะทางอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสัมผัสอยู่ตลอดเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพบผู้ป่วยที่มีอาการแพ้มากขึ้น โดยปกติแล้วโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยในวัยเด็กเล็กพบอาการแพ้ เช่น แพ้นมวัวหรือโรคผิวหนัง ในเด็กโต หรือผู้ใหญ่จะพบอาการแพ้ เช่นโรคภูมิแพ้ทางอากาศ เยื่อบุตาขาว โรคหอบหืด หรือ โรคภูมิแพ้อาหารทะเล เป็นต้น การที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นเนื่องจากวิถีชีวิต และสภาวะอากาศรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไป เป็นปัจจัยทําให้อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมอาการแพ้จะเกิดขึ้น โดยสารก่อภูมิแพ้จะกระตุ้นให้เซลล์หลั่งสารฮีสตามีน (histamines) ออกมา

ชนิดของยาแก้แพ้ 

  1. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม หรือ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มที่ทําให้ง่วงซึม เป็นยารุ่นเดิมซึ่งตัวยาสามารถผ่านเข้าสู่สมองและทำให้เกิดอาการง่วงได้ แต่ยาออกฤทธิ์ได้ไม่นาน จึงต้องรับประทานยาวันละหลายครั้งเพื่อให้การรักษาอาการแพ้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไตเมนไฮดรีเนต (dimenhydrinate) ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine) ทริโปรลิคืน (triprolidine) บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine) คีโตติเฟน (ketotifen) และ ออกซาโทไมด์ (oxatomide) ยาในกลุ่มนี้ สามารถใช้รักษาอาการเยื่อจมูกอักเสบเนื่องจากภูมิแพ้ ที่มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหลนอกจากนี้ยังสามารถบรรเทา อาการเมารถ เมาเรือได้
  2. ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ไม่ทําให้ง่วงนอน (non-edating antihistamines) ตัวยาถูกพัฒนาให้มีฤทธิ์เจาะจงกับตัวรับฮิสตามีน ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ เช่นเดียวกับยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม จึงมีประสิทธิภาพดีกว่าและออกฤทธิ์ในร่างกายได้นานกว่ายากลุ่มแรก จึงรับประทานเพียงวันละครั้ง และเนื่องจากยาชนิดนี้ไม่ผ่านเข้าสู่สมอง จึงไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการง่วงนอนหลังใช้ยา

อยากไรก็ตามการใช้ยาแก้แพ้นั้นเป็นการรักษาตามอาการมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุ ดังนั้นหากรู้สาเหตุของสิ่งที่แพ้ และหลีกเลี่ยง การบําบัดตามอาการที่เกิดให้ลดลงได้ โดยการเลือกใช้ยาแก้แพ้อย่างถูกต้อง เพราะการใช้ยาทุกชนิด จะมีผลข้างเคียงของยา โดยผลข้างเคียงของยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม คือ ฤทธิ์กดประสาททําให้ง่วงซึม จึงเป็นอันตรายถ้าได้รับยานี้ขณะขับรถ หรือ ควบคุมเครื่องจักร เพราะความแม่นยําของประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง ทําให้มีอาการหลับใน อาจทําให้เสมหะเหนียว จึงไม่ควรใช้ในคนที่เป็นหืด หรือไอมีเสลด ไม่ควรใช้แก้อาการเป็นหวัดในเด็กอายุต่ำกว่า 2 สัปดาห์ เพราะอาจทําให้เสลดเหนียวขับออกยาก ดังนั้นการบรรเทาอาการแพ้ที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ หมั่นออกกําลังกาย เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ